ขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาบริจาคเงินเพื่อสมทบทุนก่อสร้าง อาคารศูนย์การแพทย์ โรงพยาบาลบ้านแพ้ว และจัดซื้อครุภัณฑ์ อุปกรณ์การแพทย์ที่จำเป็น แจ้งความจำนงบริจาคได้ที่ ฝ่ายบริหารงานทั่วไป โทร. 034-419511, แผนกการเงินและบัญชี โทร. 034-419526, แผนกประชาสัมพันธ์ และ Call Center โทร. 034-419555 หรือโอนเงินเข้าบัญชี "มูลนิธิโรงพยาบาลบ้านแพ้ว โครงการสร้างศูนย์การแพทย์" เลขที่บัญชี 745-026-760-8 ประเภทออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย สาขาบ้านแพ้ว

Download แผ่นพับโครงการก่อสร้างอาคารศูนย์การแพทย์ รพ.บ้านแพ้ว



อ่านต่อ...


    สตรีต้องออกกำลัง..ป้องกันมะเร็งมดลูกป่วน

   วิจัยสหรัฐฯ แนะ ผู้หญิงที่รู้ตัวว่าน้ำหนักเกิน ควรหมั่นออกกำลังกาย จะสามารถหลีกเลี่ยงการเป็นโรคมะเร็งเยื่อบุมดลูกได้ แต่ใช้เรื่องนี้กับผู้หญิงที่ผอมอยู่แล้วไม่ได้

   สถาบันวิจัยเบคแมน ที่รัฐแคลิฟอร์เนียของอเมริกา บอกแนะท่านหญิง ทั้งหลายที่รู้ตัวดีว่าน้ำหนักเกิน หรืออ้วนเกินไป พยายามออกกำลังเอาไว้ จะสามารถหนีภัยของโรคมะเร็งเยื่อบุมดลูกพ้นได้ แต่ความรู้เรื่องนี้ใช้ไม่ได้กับเพื่อนหญิงที่รูปร่างผอมบางอยู่แล้ว

   ก่อนหน้าก็เคยมีหลักฐานบอกอยู่ว่า การออกกำลังไม่ว่าจะขนาดหนักหรือปานกลาง อาจพาสุภาพสตรีหนีห่างจากโรคมะเร็งเต้านมก่อนแล้ว นักวิจัยของสถาบันได้พบในการศึกษาว่า สตรีที่มี น้ำหนักตัวมาก ถ้าพยายามออกกำลังอย่างหนักให้ได้เวลานานรวม 3 ชม. ภายใน 1 อาทิตย์ จะสามารถหลีก พ้นโรคไปตลอดช่วงระยะเวลา 12 ปีข้างหน้าได้ไกลกว่าเพื่อน คนที่ทำได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ถึงร้อยละ 24

   ดร.อัลปา ปาเทล ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบาดวิทยา ของสมาคมปราบโรคมะเร็งแห่งอเมริกา กล่าวว่า “เราเพิ่งมารู้ว่าความอ้วนเป็นเพื่อนสนิทที่สุดกับโรคมะเร็งเยื่อบุมดลูกคนหนึ่ง”

ที่มา...หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ



   เปิดให้บริการแล้ว...คลินิคการแพทย์แผนจีน โรงพยาบาลบ้านแพ้ว  

   การฝังเข็ม ตามแนวคิดของศาสตร์การแพทย์แผนจีนนั้น การฝึงเข็มมีฤทธิ์ในการรักษาโรค 5 ประการ คือ
  1.แก้ไขการไหลเวียนของเลือดลมปราณที่ติดขัด
  2.ปรับอวัยวะต่างๆ ในร่างการให้อยู่สมดุล
  3.กระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างการเพื่อกำจัดปัจจัยที่เป็นอันตรายออกไปจากร่างกาย
  4.ยับยั้งความเจ็บปวด
  5.ทำให้กล้ามเนื้อที่หดเกร็งมีการคลายตัว

   วิธีการฝังเข็ม

   แพทย์จะใช้เข็มเล็กๆ ขนาด 0.18-0.30 มม. ปักลงในตำแหน่งจุดต่างๆของร่างกาย แล้วกระตุ้นโดยใช้นิ้วมือหมุนปั่นหรือใช้เครื่องไฟฟ้าหมุนกระตุ้นโวลต์ต่ำ ใช้เวลาประมาณ 30 นาที แล้วจึงถอนออก โรคที่สามารถรักษาได้ด้วยการฝังเข็มองค์การอนามัยโรคระบุว่า มีโรคหลายชนิด หลายกรณีที่สามารถทำการรักษาได้



อ่านต่อ...



   3 เสี่ยง ที่เกิดกับหน้าฝน! ... 

   เตือนระวัง โรคระบบทางเดินหายใจ-ทางเดินอาหาร-อุบัติเหตุ เสี่ยงหน้าฝน พร้อมแนะอาการที่เข้าข่ายเจ็บป่วยฉุกเฉิน ชี้หากพบเห็นให้รีบโทรแจ้งสายด่วน 1669

   นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ กล่าวว่า โรคที่มักจะเกิดขึ้นในฤดูฝนคือ โรคที่ติดเชื้อจากระบบทางเดินอาหาร และ โรคที่ติดเชื้อจากระบบทางเดินหายใจ เพราะเมื่ออากาศมีความชื้นมาก จะทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโตและแพร่เชื้อได้เป็นอย่างดี

  โดยเฉพาะ โรคปอดบวม ที่เป็นโรคซึ่งเกิดขึ้นกับระบบทางเดินหายใจ โดยปอดเกิดอาการอักเสบและติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา หรือพยาธิ อาการเบื้องต้นจะมีอาการไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ น้ำมูกไหล ไอแห้ง มีเสมหะปนเลือด จามคัดจมูกเจ็บหน้าอกและมีอาการท้องเสียร่วมด้วย

  ทั้งนี้หากท่านพบเหตุผู้ป่วยที่เป็นโรคปอดบวมและอาการเข้าขั้นฉุกเฉิน คือ ไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจ มีเลือดหรือเสมหะปริมาณมากในปาก หายใจเสียงดังโครกคราก ตัวซีดเหงื่อท่วมตัว และต้องลุกนั่งหรือพิงผนังหรือยืนเพื่อให้หายใจได้ ควรรีบโทรแจ้งสายด่วน 1669 เข้ามารับผู้ป่วยฉุกเฉินไปรักษาที่โรงพยาบาลให้ได้อย่างทันท่วงที

  สำหรับ โรคทางระบบทางเดินอาหาร ที่พบบ่อยในช่วงฤดูฝน เป็นเพราะเกิดจากการดื่มน้ำที่ไม่สะอาดและการรับประทานอาหารสุกๆดิบๆ หรือรับประทานอาหารที่ทิ้งไว้ข้ามคืน จะทำให้เกิดโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน อาหารเป็นพิษหรือโรคบิดได้ง่าย ทั้งนี้หากผู้ป่วยมีอาการถ่ายอุจจาระเหลวและอาเจียนอย่างรุนแรง มีอาการหายใจขัด ถือว่าเข้าขั้นฉุกเฉิน ให้รีบโทรแจ้งขอความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

นอกจากนี้ในช่วงฤดูฝนยังพบว่า มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุค่อนข้างมาก เนื่องด้วยถนนที่ใช้ในการขับขี่ยวดยานพาหนะจะลื่นและเปียก ซึ่งเพิ่มความเสี่ยง ดังนั้นผู้ใช้รถใช้ถนนควรขับขี่รถด้วยความระมัดระวัง เช็คสภาพเบรกรถ ไฟสัญญาณรถ และไฟส่องสว่างภายในรถ รวมถึงยางรถยนต์ ที่ปัดน้ำฝนให้พร้อมใช้งานอยู่ตลอดเวลา และพกเบอร์โทรฉุกเฉิน ไว้ในรถอยู่เสมอเพื่อความไม่ประมาท

ที่มา...หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์



   ความดันโลหิตสูง คร่าชีวิตไทยแล้ว เกือบ 4 พันราย ... 

   ดร.นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ของโรคความดันโลหิตสูง โดยองค์การอนามัยโลก พบว่าทั่วโลกมีผู้ที่เป็นความดันโลหิตสูงเกือบถึงพันล้านคน โดย 2 ใน 3 ของจำนวนนี้อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา และคาดการณ์ว่าในปีพ.ศ.2568(ค.ศ.2025) ประชากรวัยผู้ใหญ่ทั่วทั้งโลกจะป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง 1.56 พันล้านคน

   ส่วนสถานการณ์ในประเทศไทย จากข้อมูลสถิติ สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข พบว่าในปี 2554 มีผู้เสียชีวิตจากสาเหตุความดันโลหิตสูง จำนวน 3,664 คน ซึ่งสถานการณ์ป่วยและเข้ารับการรักษามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกภาค เมื่อเปรียบเทียบจากปี 2544 และปี 2554 พบว่า มีอัตราผู้ป่วยในต่อประชากรแสนคน ด้วยโรคความดันโลหิตสูง จาก 287 เป็น 1433 ถือว่ามีอัตราเพิ่มขึ้น 5 เท่า (4.99 เท่า)

  สำหรับโรคความดันโลหิตสูง เกิดจากภาวะที่แรงดันหลอดเลือดแดงมีค่าสูงตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป ซึ่งผู้คนจำนวนมากอยู่กับความดันโลหิตสูงโดยที่ไม่ทราบว่าตนเองมีภาวะนี้ เนื่องจากเป็นโรคที่ไม่ค่อยปรากฏอาการที่ชัดเจนในช่วงแรก แต่เมื่อปล่อยไว้นานไปแรงดันในหลอดเลือดที่สูง ก็จะไปทำลายผนังหลอดเลือดและอวัยวะที่สำคัญทั่วร่างกาย จึงเรียกโรคนี้ว่า“เพชฌฆาตเงียบ”

  “ในโอกาสนี้ ขอแนะนำประชาชนถึงวิธีปฏิบัติตนเพื่อป้องกันโรคความดันโลหิตสูง ดังนี้ 1.ใช้ชีวิตกระฉับกระเฉงอย่างสม่ำเสมอ เช่น การออกกำลังกาย เป็นต้น 2.เพิ่มการรับประทานผักและผลไม้รสหวานน้อย 3.ลดการรับประทานอาหารผ่านกระบวนการ อาหารสำเร็จรูป อาหารหมักดอง 4.จำกัดการบริโภคสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และ 5.งดสูบบุหรี่” อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวในที่สุด

ที่มา...หนังสือพิมพ์แนวหน้า


หน้า 1 | 2 |