“TAVI” เป็นการซ่อมแซมลิ้นหัวใจอันเก่าที่ใช้การไม่ได้ อย่างเช่น กรณีลิ้นหัวใจที่ตีบมาก ๆ หรือมีแคลเซียมเกาะมาก ๆ ทำให้ลิ้นหัวใจแคบลงมีผลตามมาดังนี้ คือ เมื่อหัวใจบีบตัวแล้ว ลิ้นหัวใจไม่ยอมเปิด ทำให้มีเลือดออกมาน้อย ไม่พอเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และเมื่อมีแรงต้าน หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น ในระยะแรกหัวใจก็จะปรับให้หนาตัวขึ้นเพื่อสร้างแรงบีบให้ได้มากขึ้น แต่ความสามารถในการคลายตัวช้าลง สอง สำหรับระยะต่อไปเมื่อนานเข้า หัวใจที่หนามาก ๆ เข้า จะขาดความยืดหยุ่น บีบตัวได้ไม่ดี ซึ่งจะทำให้เกิดหัวใจล้มเหลวหรือหัวใจวายตามมา TAVI ในปัจจุบันการรักษาสำหรับผู้ป่วยที่ไม่มีทางเลือกที่เป็นผู้สูงอายุเท่านั้น และมีโรคแทรกซ้อนที่ไม่สามารถรับความเสี่ยงจากการผ่าตัดเปิดหน้าอกได้ (Surgical Replacement)
ข้อดี
- ฟื้นตัวได้เร็ว หลังการผ่าตัด ผู้ป่วยจะมีแผลเล็กๆ ที่บริเวณขาหนีบประมาณ 2 เซนติเมตร และจะใช้เวลาฟื้นตัวเป็นเวลา 3 - 5 วัน โดย 72 ชั่วโมงแรก (3 วัน) จะยังอยู่ในโรงพยาบาลเพื่อเฝ้าดูอาการก่อนกลับบ้าน
- ความเจ็บปวดที่แผลน้อย
- ไม่ต้องผ่าตัดเปิดหน้าอก
- ลดความเสี่ยง
- ภาวะแทรกซ้อนน้อย
- ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
- ร่างกายฟื้นตัวเร็วขึ้น
- การรักษาด้วย TAVI นั้น เป็นการรักษาเปลี่ยนลิ้นหัวใจผู้ป่วยที่เป็นลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบโดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดอก จึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว และผู้ที่มีความเสี่ยงสูง
- การทำ TAVI มีความเสี่ยงต่ำ เจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น และอายุยืนยาวขึ้นอย่างมีคุณภาพ
- หลังจากรักษาด้วย TAVI แล้ว มักไม่ต้องดูแลรักษาอะไร เนื่องจากอุปกรณ์มีความคงทนสูง โดยลิ้นหัวใจ TAVI นั้น สามารถใช้งานได้ยาวนานถึง 10 ปี
เกณฑ์พิจารณา TAVI
- ผู้ป่วยที่มีภาวะโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบรุนแรง
- ผู้ป่วยสูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 80 ปีขึ้นไป
- ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงจากการผ่าตัด ซึ่งแพทย์ผู้ให้การรักษาจะมีมาตรฐานในการประเมินปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว
- เป็นผู้ป่วยที่คาดว่าจะมีชีวิตยืนยาวเกิน 1 ปีหรือไม่ได้อยู่ในภาวะของโรคมะเร็งระยะลุกลาม
- ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคปอด มีภาวะหลอดเลือดแดงเอออร์ตาแข็ง หรือเคยผ่าตัดหัวใจมาก่อน
ทั้งนี้ แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาแนวทางการรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย
ผ่าตัดหัวใจแผลเล็ก ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด ?
การผ่าตัดหัวใจแผลเล็ก (Minimally Invasive Cardiac Surgery)
การผ่าตัดหัวใจแผลเล็ก คืออะไร?เป็นเทคนิคการผ่าตัดหัวใจรูปแบบหนึ่ง ซึ่งทำให้แผลผ่าตัดมีขนาดที่เล็กลง และยังเปลี่ยนตำแหน่งการผ่าตัดไปยังจุดที่มองไม่เห็นเมื่อผู้ป่วยแต่งกายตามปกติ ซึ่งจะต่างกับวิธีผ่าตัดหัวใจแบบเดิม ที่เรียกว่าการผ่าตัดแบบเปิด (Open Heart Surgery หรือ Conventional Heart Surgery) ซึ่งจะต้องผ่าตัดผ่านแผลตรงกลางหน้าอกยาวประมาณ 15-20 เซนติเมตร และเลื่อยตัดผ่านกระดูกหน้าอก (Sternum) ทำให้เกิดรอยแผลขนาดใหญ่และมองเห็นง่ายจากเดิมการผ่าตัดแบบเลื่อยกระดูกจะใช้เวลาพักฟื้น 2-3 เดือนในการทำให้กระดูกสมานกันสนิท แต่สำหรับการผ่าตัดแผลเล็กจะใช้เวลาพักฟื้นน้อยกว่า โดยใช้เวลาพักฟื้นเพียง 2-3 สัปดาห์เท่านั้น
เทคโนโลยีการผ่าตัวหัวใจแผลเล็กปัจจุบันพัฒนากล้องส่องขยาย (Endoscope) และเครื่องมือช่วยการผ่าตัดหัวใจได้ดีขึ้นมาก ทำให้เกิดการผ่าตัดแผลเล็กที่ได้ทั้งประสิทธิภาพและความสวยงามของแผล โดยแผลผ่าตัดจะอยู่ในตำแหน่งที่ปกปิดมากขึ้น เช่น ด้านข้างของหน้าอกด้านขวา หรือบริเวณหัวนม ทั้งยังรักษาคุณภาพและมาตรฐานการผ่าตัดแบบเดิมไว้ได้ ทำให้การผ่าตัดแผลเล็กเป็นเทคนิคที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน และมีแนวโน้มจะเป็นมาตรฐานของการรักษาในอนาคต
ประโยชน์ของการผ่าตัดหัวใจแบบส่องกล้องแผลเล็ก คืออะไร
1. เลี่ยงการเกิดแผลและกระดูกหน้าอกติดเชื้อ (Sternal Wound Infection)
2. มีการใช้เลือดระหว่างและหลังผ่าตัดน้อยกว่า
3. อัตราการเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Atrial Fibrillation) หลังผ่าตัดน้อยกว่า
4. ความเจ็บปวดจากแผลผ่าตัดน้อยกว่า
5. ระยะเวลาการใช้เครื่องช่วยหายใจ เวลาการอยู่ ICU และเวลาการอยู่โรงพยาบาลสั้นกว่า
6. แผลผ่าตัดขนาดเล็กกว่า ทำให้ผู้ป่วยมีความพึงพอใจในแผลผ่าตัดมากกว่า
โรคและผู้ป่วยที่เหมาะกับการผ่าตัดแบบแผลเล็ก
1. ผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจไมทรัล ทั้งชนิดลิ้นหัวใจรั่วและลิ้นหัวใจตีบ (Mitral valve repair / replacement)
2. ผู้ป่วยโรคผนังกั้นหัวใจช่องบนรั้ว (Atrial Septal Defect หรือ ADS)
3. ผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจเอออติก (Aortic valve stenosis / regurgitation )
4. ผู้ป่วยโรคเนื้องอกหัวใจ (Left atrial myxoma)
5. การผ่าตัดแก้ไขหัวใจเต้นผิดจังหวะแบบพลิ้ว (Atrial Fibrillation Surgery หรือ Maze procedure)
การตรวจพิเศษทางหัวใจ
มีประโยชน์อย่างมากทั้งในการวินิจฉัย และประเมินความรุนแรงของโรคหัวใจ หลังจากที่แพทย์ได้ทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และส่งตรวจเบื้องต้น การตรวจพิเศษที่สำคัญและถูกนำมาใช้อยู่เป็นประจำ มีดังนี้
การเดินสายพาน (Exercise stress test) เป็นการตรวจเพื่อวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจ ในรายที่มีอาการเจ็บแน่นหน้าอกหรือหอบเหนื่อยง่ายเวลาออกแรง หรือในรายที่ยังไม่มีอาการแต่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ
การอัลตราซาวด์หัวใจ (Echocardiogram) อาศัยคลื่นอัลตราซาวด์ในการสร้างภาพ ทำให้เราได้ข้อมูลทั้งในแง่ของรูปร่างลักษณะ และการทำงานของหัวใจ รวมไปถึงสามารถตรวจวัดความดันในส่วนต่างๆของหัวใจและหลอดเลือดได้ การตรวจชนิดนี้จึงเหมาะเป็นการตรวจพิเศษ ในรายที่มีอาการบ่งชี้ว่าจะมีโรคหัวใจ
การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หลอดเลือดหัวใจ (CT coronary angiogram) จะทำให้มองเห็นหลอดเลือดหัวใจได้ สามารถประเมินได้ว่าหลอดเลือดหัวใจตีบหรือไม่ จึงมีประโยชน์อย่างมากในการวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจ การตรวจหลอดเลือดหัวใจด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ มีความแม่นยำสูงมาก จึงเหมาะที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการตรวจหาโรคหลอดเลือดหัวใจในรายที่มีอาการหรือมีความเสี่ยงในการเกิดโรค ที่ไม่สามารถเดินสายพาน หรือ ตรวจด้วยวิธีการอื่นแล้วยังได้ผลไม่ชัดเจน
การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ 24 – 72 ชั่วโมง ( Holter monitor) เป็นอุปกรณ์ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกพาและสวมใส่ได้เพื่อบันทึกการเต้นของหัวใจและตรวจหาจังหวะการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะบางประเภทนั้นเกิดขึ้นเพียงครั้งคราวทำให้การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบปกติ (EKG) ในช่วงเวลาสั้น ๆ ไม่สามารถตรวจพบความผิดปกตินั้นได้
การตรวจสมรรถภาพการไหลเวียนของหลอดเลือดแดงส่วนปลายและตรวจวัดความแข็งตัวของหลอดเลือด (Ankle Brachial index)
การวัดความดันโลหิต 24 ชั่วโมง (24-hour Ambulatory Blood Pressure Monitoring) ทำให้สามารถตรวจวัดความดันโลหิตที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงของวัน ช่วยในการประเมินการรักษาที่เหมาะสมและแม่นยำมากขึ้น