ข่าวสารและกิจกรรม

  เมื่อเร็วๆนี้มีรายงานในวารสารวิทยาลัยแพทย์โรคหัวใจอเมริกาเปิดเผยถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับหลอดเลือดแดงก่อนที่อาการหรือโรคจะเกิดขึ้น ซึ่งนักวิจัยนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจว่าคนที่กินอาหารเช้าหรือกินอาหารที่ไม่ดีในมื้อแรกของวัน มีโอกาสถึง 2 เท่าที่จะพัฒนาเป็นโรคหลอดเลือดแดงแข็งตัว ที่ อาจนำไปสู่โรคหัวใจขั้นร้ายแรง

โดยใช้เวลาศึกษาพฤติกรรมการกินอาหารของพนักงานออฟฟิศวัย กลางคนจำนวน 4,000 ราย ในประเทศสเปนเป็นเวลา 6 ปี พร้อมกับใช้วิธีอัลตราซาวนด์สแกนดูไขมันสะสมในเส้นเลือด หรือค้นหาหลักฐานเบื้องต้นบางอย่างเกี่ยวกับโรค นักวิจัยพบว่าคน 1 ใน 4 กินอาหารมื้อเช้าที่ให้พลังงานสูง ซึ่งคนส่วนใหญ่ 70% กินอาหารเช้าที่มีพลังงานต่ำ มีเพียง 3% ที่ข้ามการกินอาการมื้อเช้าทั้งหมดหรือกินน้อยมาก กลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะกินอย่างไม่ถูกสุขลักษณะมากขึ้น ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและ โรคหลอดเลือดสูง ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับแคลอรีประจำวันน้อยกว่า 5% ของแคลอรีที่ควรได้ในตอนเช้า โดยเฉลี่ยแล้วจะมีปริมาณไขมันสะสมเพิ่มขึ้นในหลอดเลือดแดงเป็น 2 เท่าเมื่อ เทียบกับผู้ที่กินอาหารเช้าที่ให้พลังงานสูง โดยยังไม่นับรวมกับปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น การสูบบุหรี่มีคอเลสเตอรอลสูง และไม่ออกกำลังกาย

ด้านองค์การอนามัยโลกเผยว่า การค้นพบนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้กับโรคหัวใจและโรคทางหลอดเลือด ซึ่งเป็นโรค อันดับ 1 ของโลกที่คร่าชีวิตคนนับสิบๆล้านคน ดังนั้น อาหารมื้อเช้าจึงเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดในชีวิตประจำวันของทุกคน

ที่มา...หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ



แนะวิธีบริหาร “สมอง” ป้องกันอัลไซเมอร์

แพทย์แนะออกกำลังกาย “สมอง” สม่ำเสมอ ป้องกันสมองเสื่อมได้ ทั้งเต้นรำ ร้องเพลง อ่านหนังสือ กินอาหารให้ครบหมู่ พักผ่อนเพียงพอ ไม่เครียด
       
       นพ.ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า “สมองเสื่อม” เป็นภาวะที่มีอาการสำคัญ คือ ความจำแย่ลงเรื่อย ๆ จนมีผลต่อชีวิตประจำวัน รวมถึงพฤติกรรม บุคลิก หรืออารมณ์เปลี่ยนไปจากที่เคยเป็น ซึ่งสมองเสื่อมเกิดได้หลายสาเหตุ เช่น โรคหลอดเลือดสมอง เนื้องอกในสมอง เลือดคั่งในสมอง โรคไทรอยด์ แต่สาเหตุที่พบบ่อย คือ โรคอัลไซเมอร์ มักพบผู้ป่วยช่วงอายุ 60 - 65 ปีขึ้นไป ประมาณว่าคนอายุ 65 - 75 ปี จำนวน 100 คน จะเป็นโรคนี้เฉลี่ย 5 - 10 คน ในกลุ่มอายุที่สูงขึ้นก็จะพบมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนอายุตั้งแต่ 85 ปีขึ้นไป จะเป็นโรคนี้ถึงครึ่งหนึ่ง โดยโรคนี้เกิดจากการที่มีโปรตีนชนิดหนึ่งชื่อเบตาอะมัยลอยด์มีมากผิดปกติ โปรตีนชนิดนี้ไปจับที่สมองเป็นหย่อม ๆ ทำให้สมองส่วนนั้นทำงานผิดปกติหรืออาจเสียสมองส่วนนั้นไปในที่สุด ซึ่งบริเวณที่โปรตีนนี้ไปเกาะมักเป็นสมองส่วนที่เกี่ยวกับความจำ
       
       “อาการที่เด่นชัดของโรคนี้จะเป็นปัญหาเกี่ยวกับความจำเป็นหลัก ผู้ป่วยมักมีอาการหลง ๆ ลืม ๆ จำความไม่ได้ ลืมเรื่องที่พูดไปไม่นาน ชอบเล่าเรื่องเดิมซ้ำไปซ้ำมา ทักษะต่าง ๆ ที่เคยทำได้ดีก็ลืมทำไม่ได้ เดินหลงทิศทางแก้ปัญหาง่าย ๆ ไม่ได้  จำชื่อคนไม่ได้ ซึ่งเกิดจากสารหลั่งในสมองที่เกี่ยวกับความจำลดลง และมีการตายของเซลล์สมอง พบว่า มีสารผิดปกติของอะมัยลอยด์ในสมองผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ทำให้การทำงานของสมองเสื่อมลงจนส่งผลกระทบต่อกิจวัตรประจำวันของคนไข้ หากผู้ป่วยเริ่มมีอาการและไม่ได้รับการรักษา จะมีอาการสมองเสื่อมรุนแรงยิ่งขึ้นจนกระทั่งไม่สามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้” นพ.ณรงค์ กล่าว
       
       นพ.ณรงค์ กล่าวว่า โรคอัลไซเมอร์นี้ต่างจากอาการสมองเสื่อมที่เกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ตรงที่ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถประคับประคองไม่ให้อาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว การดูแลรักษาประคับประคองทำได้โดย การรักษาด้วยยา การฟื้นฟูความจำ การกินอาหารครบ 5 หมู่ เน้นผักใบเขียวและผลไม้หลากสี อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบี 1 และบี 12 เช่น น้ำมันปลาหรือปลา ดื่มน้ำสะอาด ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รักษาโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เป็นต้น นอกจากนี้ ออกกำลังสมอง จะช่วยกระตุ้นให้สมองทำงานไม่เสื่อมสภาพเร็วขึ้น
       
       นพ.ณรงค์ กล่าวว่า วิธีออกกำลังกายสมอง คือ การฝึกทักษะการใช้มือ เท้า และประสาทสัมผัสทั้ง 5 ให้รับรู้ข้อมูลและการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ทั้งรูปแบบอยู่กับที่ การเคลื่อนที่ หรือแบบใช้อุปกรณ์ประกอบการเคลื่อนไหว โดยทำอย่างต่อเนื่องจนเกิดการเชื่อมโยงของระบบกล้ามเนื้อ ระบบประสาทและสมองส่วนต่าง ๆ ทำงานประสานกันอย่างเป็นระบบ ทำจิตใจให้แจ่มใสและฝึกสมองให้มีการใช้ความคิด ความจำ เช่น อ่านหนังสือ ฟังดนตรี ร้องเพลง ทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกับครอบครัวและสังคม เช่น การเต้นรำ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้สมองทั้ง 2 ซีกให้ทำงานประสานกันทั้งระบบ โดยสมองซีกซ้ายจะต้องทำความเข้าใจในทำนอง เนื้อร้อง และคิดท่าที่ใช้เต้นรำ ส่วนสมองซีกขวาต้องเข้าถึงอารมณ์ ความรู้สึกในเพลง ส่วนผู้ที่ต้องการบริหารสมองด้วยวิธีอื่นสามารถทำกิจกรรมง่าย ๆ เช่น การเดินในที่อากาศโปร่ง ซึ่งจะทำให้ระบบไหลเวียนเลือดสูบฉีดออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้ดีขึ้น ออกกำลังกายแอโรบิก โยคะ เล่นกีฬาที่มีการฝึกสมอง เช่น หมากรุก หมากฮอส ซึ่งนอกจากจะได้ร่างกายที่แข็งแรงแล้วยังช่วยให้ใจสงบ มีสมาธิ และเป็นการปรับร่างกายให้เข้าสู่ภาวะสมดุลและกระตุ้นสมองให้ต้องคิดและวางแผน ตัดสินใจ ทำให้สมองแข็งแรงและทำงานอย่างสมดุล ห่างไกลจากโรคอัลไซเมอร์

ที่มา...หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ


หน้า 1 | 2 |
บทความ/ข่าวสาร
Link น่าสนใจ